"ลุงโฮ"วีรบุรุษเวียดนาม ทศพิธราชธรรมครองใจ
"โฮจิมินห์" มหาบุรุษกู้ชาตินำหลักธรรมะไปปรับใช้อย่างไร จึงเป็นผู้ยิ่งใหญ่มาถึงวันนี้
พระมหาบุญทวี พระนักคิด...นักเขียนจาก สปป.ลาว เดินทางมาร่วมประชุมกับองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์โลก มีโอกาสพูดคุยในหลายเรื่อง อาทิ พระพุทธศาสนาในเวียดนาม การปกครองคณะสงฆ์ในประเทศลาว
พระมหาบุญทวีเป็นคนลาว เกิดที่ประเทศลาว แขวงจำปาศักดิ์ พ่อแม่ก็เป็นคนลาวไม่มีเชื้อสายเวียดนาม ทีนี้เนื่องจากว่าชอบอ่านหนังสือ ค้นคว้า โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ผู้นำการปฏิวัติในเอเชียหลายประเทศสะท้อนให้เห็นว่า “โฮจิมินห์เป็นผู้นำที่ทำการกู้ชาติเวียดนามด้วยสองมือเปล่า ไม่มีอาวุธยุทโธปกรณ์อะไรเลย...” ยิ่งทำให้เกิดความสนใจว่า “โฮจิมินห์” ทำได้อย่างไร?...ทำไม? ตั้งแต่เริ่มต้นเขาเป็นคนเริ่มคนเดียว
หลังจากโฮจิมินห์เรียนหนังสือจบแล้ว และมาเป็นครูสอนศาสนาที่เมืองแห่งหนึ่ง “ลุงโฮ” เป็นนักปราชญ์ประจำหมู่บ้าน ได้รับอิทธิพลจากพ่อ พอเรียนจบที่ฮานอย ก็หาวิธีกอบกู้เอกราช เนื่องจากในช่วงเวลานั้นเวียดนามได้รับการกดขี่ข่มเหงจากฝรั่งเศส...ทางสว่างเดียวที่มองเห็นคือ การศึกษา หาความรู้
ลุงโฮจึงดั้นด้นไปเป็นกุ๊กอยู่ในเรือเพื่อออกเดินทางไปยังฝรั่งเศส การเดินทางทำให้โฮจิมินห์ได้เห็น เรียนรู้ในหลายๆสิ่งหลายๆอย่างที่เกิดขึ้น...ไปอเมริกา และอีกหลายๆประเทศ ในขณะที่ช่วงเวลาหนึ่งเขาก็ได้เดินทางมาอยู่ในประเทศไทย
เมืองไทยในเวลานั้นมีพระญวนองค์หนึ่งอยู่ที่วัดสมณานัมบริหาร หรือวัดญวนสะพานขาว เป็นคนเวียดนามที่รักชาติ ช่วงนี้เองลุงโฮมีโอกาสได้ศึกษาธรรมะจนกระทั่งได้เดินทางไปอยู่ที่อุดรธานี...ที่นั่นเขาอาศัยอยู่กับพระธรรมเจดีย์ จูมพันธุโล เป็นคนท่าแร่ จังหวัดสกลนคร
เส้นทางต่อจากนี้โฮจิมินห์ได้ย้ายไปอยู่ที่วัดโพธิสมพร ไปช่วยสร้างโบสถ์ ตอนนั้นยังเป็นฆราวาส ราวเดือนกรกฎาคม 2471 โฮจิมินห์ได้ทำการ อุปสมบทอยู่ที่วัดนี้ โดยมีพระธรรมเจดีย์เป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้
บวชนานหลายเดือน ออกพรรษาก็เดินธุดงค์ ศึกษาธรรมไปด้วยแล้วก็รวบรวมคนเวียดนามที่อยู่ในภาคเหนือของประเทศเวียดนาม กรุงเทพฯ...ให้รู้จักรักชาติ ขณะที่บวชก็ได้มีโอกาสศึกษาการนั่งสมาธิ หลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลังจากสึกก็ได้ไปอยู่ที่จังหวัดนครพนม ใช้ชีวิตคล้ายๆคนไทย ยึดหลักธรรมทางพุทธศาสนา
เท่าที่ได้อ่านข้อมูลประวัติหลายภาษา ชอบกล่าวว่า “โฮจิมินห์ ปลอมบวช หรือไม่ก็แต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์” แต่ที่สืบค้นชัดเจนว่าโฮจิมินห์บวชจริง ศึกษาพระธรรมจริง...
เส้นทางวีรบุรุษกู้ชาติดำเนินต่อไป พระมหาบุญทวี เล่าว่า นับจากลุงโฮเดินทางไปอยู่ฮ่องกง ไปรวบรวมคนเวียดนาม กระทั่งไปเรียนที่มอสโก กลับมาอยู่จีน แล้วก็กลับมาทำการปฏิวัติประเทศเวียดนาม
ในขณะที่โฮจิมินห์เป็นผู้นำของประเทศก็ใช้หลักคล้ายๆกับหลักทศพิธราชธรรม 10 ประการ ถ้าเราอ่านตามประวัติจะเห็นว่าการประพฤติตัวของโฮจิมินห์ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ปัญหาอะไรที่เกิดขึ้นกับประเทศ จะใช้ปัญญาในการคิด ในการแก้ปัญหา บางทีก็จะบอกว่าไม่ให้ใช้ความรุนแรง
ประการต่อมา โฮจิมินห์ก็จะถือศีล 5...วันพระจะกินเจ เป็นความเชื่อของคนเวียดนามอยู่แล้ว ไม่ฆ่าสัตว์ เป็นต้น และก็ไม่มีครอบครัว ...นับได้ว่าเป็นผู้หนึ่งที่ได้รับอิทธิพลมาจากการบวชเรียน นอกจากนั้นยังชอบบริจาคทรัพย์สมบัติต่างๆที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นของส่วนตัว ส่วนรวมก็จะช่วยเหลือ และก็มีใจมั่นคงในหลักศีลธรรม ทำหน้าที่อะไรก็ไม่ประมาท ไม่ว่าจะเป็นการบัญชาการหรืออะไรต่างๆ จะยึดหลักทำหน้าที่อย่างดีที่สุดกิจวัตรประจำวันเท่าที่พอจะสรุปมาได้ โฮจิมินห์...นั่งสมาธิตอนตีสี่ หลังจากนั้นก็จะวางแผนว่าวันนี้จะทำอะไร พร้อมทั้งออกกำลังกายไปด้วย
หกโมงเช้าก็มานั่งดื่มน้ำชา สูบบุหรี่ รับประทานข้าวต้มร้อนๆ ...ราวเจ็ดโมงก็จะออกไปเยี่ยมโรงเรียน โรงพยาบาล สำนักงาน หน่วยงานต่างๆโดยที่จะไม่บอกใคร จากนั้นเจ็ดโมงครึ่งก็เข้าไปทำงานที่สำนักงานประธานาธิบดี แล้วก็รับประทานอาหารกับลูกน้องที่โรงอาหารอย่างเป็นกันเอง ไม่ถือตัวสองโมงก็จะเริ่มรับแขก ติดต่อราชการ หนึ่งทุ่มก็ออกจากสำนักงานไปรับประทานอาหารเย็น สองทุ่มถึงสี่ทุ่มจะอ่านหนังสือค้นคว้าเรื่องราวต่างๆ...เป็นตารางชีวิตที่สมควรจะเอาแบบอย่าง“...ถึงว่าจะดูเหมือนเป็นคนที่มีหัวคอมมิวนิสต์ ร้ายกาจ แต่โฮจิมินห์ก็เป็นคนที่ไม่แข็งกระด้าง อ่อนโยน ถ้าใครเห็นก็ให้ความรัก นับถือ คนเวียดนามนับถือโฮจิมินห์เหมือนเป็นเทพเจ้าองค์หนึ่ง”พระมหาบุญทวี ย้ำว่า โฮจิมินห์จิตใจดี ไม่ดุร้าย ไม่ดุลูกน้อง เป็นกันเอง แม้แต่ในขณะที่ทำงาน พอทำงานเสร็จก็มากินข้าวที่โรงอาหารพร้อมๆกับลูกน้อง มีอะไรก็คุยกัน ชอบฟังเรื่องตลกเฮฮาข้อประพฤติสำคัญคือ โฮจิมินห์ไม่เบียดเบียนใครเลย ไม่แบ่งชั้นวรรณะในชาติ พยายามที่จะให้คนในชาติมีความรักความสามัคคีกัน จะบอกทุกคนว่าให้รู้จักรักษาสิ่งที่มีอยู่ในชาติ หรือว่าสิ่งใดดีก็ให้ปกป้องรักษาไว้
“แล้วก็...อดทนต่อเหตุการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะสมัยฝรั่ง หรืออเมริกาเข้ามา ลุงโฮก็จะอดทนอยู่ตลอดเวลา และในช่วงที่ประเทศมีปัญหา ลุงโฮ ก็ใช้หลักธรรมต่างๆ ขันติ อดทน ในการทำให้ปัญหาต่างๆผ่านพ้นมาได้ ซึ่งบางครั้งก็เหมือนกับการไม่ยินดี ยินร้าย”ลุงโฮได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนา กับอิทธิพลลัทธิคอมมิวนิสต์ของเลนิน ถึงตรงนี้คำถามมีว่า...ผลที่ออกมาอย่างผสมผสาน หลักใดที่ลุงโฮนำมาปรับใช้มากกว่ากัน?“ลุงโฮน่าจะใช้หลักพระพุทธเจ้ามากกว่า” พระมหาบุญทวี ว่า “ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น เพราะถ้าใช้หลักคอมมิวนิสต์...พุทธศาสนาในลาว ในเวียดนามน่าจะหมดไปแล้ว ดังนั้นช่วงที่โฮจิมินห์เป็นประธานาธิบดีเวียดนามเหนือ...พุทธศาสนาในเวียดนามเหนือไม่ได้รับผลกระทบเลย”“หลวงปู่พระมหาผ่อง” ประธานคณะสงฆ์ลาว อายุ 98 ปี ในฐานะลูกเลี้ยงโฮจิมินห์ เสริมว่า ไม่ใช่เฉพาะแต่ลุงโฮ ที่ใช้หลักธรรมในการต่อสู้กู้ชาติ...มาร์ค เลนิน ก็เขียนในเอกสารของเขา ข้อความลัทธิคอมมิวนิสต์คัดลอกเอามาจากตำราพระพุทธศาสนาเป็นส่วนมาก แต่ว่าเอาเฉพาะในส่วนที่เป็น “โลกิยะ” ส่วน “โลกุตระ”...เขาไม่ไหว“โลกิยะ” ก็คือธรรมะที่เราปฏิบัติเกี่ยวข้องวนเวียนอยู่กับโลก... “โลกุตระ” ก็คือมรรคผล นิพพาน ธรรมที่ข้ามพ้นจากโลก...แล้วการปฏิบัติของลุงโฮก็ดำเนินไปตามเรื่องปฏิบัติ มนุษย์ไม่เบียดเบียนกัน แต่ไม่ใช่เบียดเบียนกันธรรมดา...ในยุคสงครามลูกระเบิดทุกชนิดถูกทิ้งใส่หัวกัน ยังเหลือแต่นิวเคลียร์เท่านั้น ปรมาณูก็ทิ่มไปแล้วที่ญี่ปุ่น...ลุงโฮใช้หลักธรรมในการต่อสู้ มีเมตตาพรหมวิหาร 4 เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
มาร์ค เลนิน ก็ใช้พุทธศาสนา อ่านพระไตรปิฎก ลุงโฮก็เช่นกัน...เป็นตำราพิชัยสงครามของจริงใช้หลักธรรมวิชัย เฉพาะอินโดจีนจะไปตีอเมริกาได้อย่างไร แนวทางของอินโดจีนคือทำให้ทั่วโลกรู้ว่าใครเป็นฆาตกร จนทุกประเทศประท้วงชาติที่เข้ามายึดครองอินโดจีน...“อินโดจีนคนแค่หยิบมือ...ประเทศมหาอำนาจตีกว่า 10 ปีแล้ว... ตีเท่าไหร่ก็ยิ่งขาดทุนไปเท่านั้นๆ ผลที่สุดก็ต้อง...ปราชัยทางการเมือง ไม่ใช่ปราชัยทางอาวุธ”ทั้งหมดเหล่านี้คือความยิ่งใหญ่ของ “โฮจิมินห์” มหาบุรุษกู้ชาติกับหลักธรรมะที่ชนะได้ทุกสิ่ง โดยเฉพาะจิตใจชาวเวียดนามมาจนถึงวันนี้.